| คนขับรถแบ็กโฮถ่ายไว้ได้ช่วงเย็นวันวิสาขบูชา เกิดขวัญผวาเอามือถือมาให้ ผจก.เหมืองก่อนหนีหายไป เรียกร้องผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ ขณะที่คนได้ดูคลิปลงความเห็นเหมือนคราบขี้นกเปื้อนกระจก.. วานนี้ (14 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านพื้นที่ ม.1 ต.คลองปราบ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ผู้จัดการเหมืองแร่ยิบซั่มแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณริมถนนสายสุราษฎร์-บ้านส้อง อ.บ้านนาสาร ได้ถ่ายภาพวิดีโอคลิปมือถือติดภาพประหลาดลักษณะคล้ายผีเปรตเอาไว้ได้ จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ จากการสอบถามนายชูเกียรติ ชูมณี ผู้จัดการเหมืองแร่ดังกล่าว ได้นำภาพคลิปที่ถ่ายไว้ได้ออกมาเปิดพิสูจน์ให้ผู้สื่อข่าวดู จากการตรวจสอบพบว่าภาพคลิปดังกล่าว เป็นภาพภายในเหมืองแร่เนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ลึกประมาณ 50 เมตร เป็นภาพเงาดำ ลักษณะคล้ายผู้หญิง รูปร่างสูงใหญ่ ยืนอยู่กลางเหมือง และมีรถบรรทุกสิบล้อขับผ่านส่วนของขาทั้งสองข้างของร่างดังกล่าว มีความยาว 42 วินาที นายชูเกียรติ เล่าว่า ภาพคลิปดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย ไม่ทราบรุ่น ซึ่งคนที่ถ่ายภาพนี้เอาไว้ได้ชื่อนายช้าง ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ทำหน้าที่คนขับรถแบ็กโฮในเหมืองแร่ดังกล่าว นายช้างหลังจากถ่ายภาพเอาไว้ได้ และนำมาให้ตนดูแล้วก็ได้หนีหายไป โดยไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหนไม่สามารถติดต่อได้ โดยนายช้าง เล่าให้ฟังว่าคลิปดังกล่าว ถ่ายได้จากภายในขุมเหมือง เมื่อเวลา 18.30 น. ของวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวันพระใหญ่ ก่อนเกิดเหตุซึ่งเป็นเวลาพลบค่ำ สังเกตเห็นดวงไฟขนาดใหญ่ลอยพวยพุ่งขึ้นจากขุมเหมือง ก่อนจะกลายเป็นลักษณะคล้ายควันไฟหรือฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เห็นเป็นร่างเป็นผู้หญิงสูงใหญ่ ร่างดำ ยืนอยู่ ลักษณะน่ากลัว จึงใช้โทรศัพท์มือถือกดถ่ายภาพเอาไว้ โดยครั้งแรกสามารถถ่ายไว้ได้ 42 วินาที นายชูเกียรติ เล่าต่อว่า หลังจากถ่ายครั้งแรกได้ นายช้าง ยังไม่เชื่อสายตาตนเองกับภาพที่เห็น จึงพนมมือเหนือหัวอธิฐานว่า หากภาพที่เห็นปรากฏเมื่อสักครู่มีจริง ขอให้ปรากฏตัวให้ตนถ่ายภาพไว้ได้อีกครั้ง ปรากฏว่าครั้งที่สองถ่ายไปได้เพียง 15 วินาที ระหว่างที่ถ่ายภาพอยู่ ร่างประหลาดคล้ายกับกำลังเดินเข้ามาหา ทำให้นายช้างตกใจกลัว รีบกลับบ้านพักทันที และเก็บเรื่องเงียบเอาไว้เพียงคนเดียว ไม่กล้าได้นำเรื่องดังกล่าวหรือภาพถ่ายมาบอกเล่าให้ใครฟัง เพราะความเชื่อของคนโบราณเชื่อว่าหากใครเห็นผีเปรตนำเรื่องไปเล่าให้ใครฟังก็จะกลายเป็นผีเปรต แต่ต่อมานายช้าง รู้สึกไม่สบายใจ จึงนำเรื่องราวมาเล่าให้ตนฟัง พร้อมกับนำภาพมาให้ตนเก็บไว้ แต่เรื่องรู้ถึงหูคนงานอื่นๆ ต่างพากันมาขอดูภาพ และตื่นตกใจกลัวกันไปหมด เรื่องราวจึงถูกนำไปพูดลือไปทั่ว ผู้จัดการเหมืองแร่ผู้เก็บภาพถ่ายปริศนานี้เอาไว้ กล่าวด้วยว่า ได้ทำบุญถวายสังฆทานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแผ่เมตตาให้กับผู้ที่ปรากฏให้เห็น และอยากจะให้ผู้เชี่ยวชาญมีความรู้ นำภาพดังกล่าวไปตรวจสอบว่าเป็นภาพที่ถ่ายติดเกิดจากสาเหตุใด เพราะขณะนี้คนงานขวัญผวากันไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้นำคลิปดังกล่าวมาเปิดดูอีกครั้งอย่างละเอียด โดยมีคนที่ทราบข่าวมาร่วมดูด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายกับเป็นรอยคราบเปื้อนกระจกรถ เหมือนเป็นรอยมูลนกมากกว่า |
| ข่าวจาก thairath.com |
| ข่าววันที่ 15/5/2552 8:01:16 น. |
เพื่อการแสดงผลหน้าเว็ป SPVARIETY ที่ถูกต้องท่านควรใช้ IE8 Firefox & Google Chrome
Download Browsing Click Here
This page is optimized for IE8 Firefox & Google Chrome
Download Browsing Click Here
เขียนโดย
sp
ที่
23:56
เอเอ็มดียิ้ม อียูปรับอินเทล 1,450 ล้านดอลล์ ฐานผูกขาดตลาด
| อินเทล (Intel) โดนอาญาอียู สั่งปรับเงิน 1.45 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5.07 หมื่นล้านบาท) ข้อหาผูกขาดตลาดโดยผิดกฏหมาย ใช้เงินส่วนลดพิเศษล่อใจจนทำให้ไม่เกิดการแข่งขันเสรีในตลาดค้าชิปคอมพิวเตอร์ของประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป เชื่อโทษปรับนี้จะเป็นแรงกดดันให้หน่วยงานการค้ายุติธรรมในสหรัฐฯเดินตามการตัดสินครั้งนี้ การตัดสินโทษปรับของคณะกรรมาธิการยุโรปหรือ European Commission ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของศึก 2 ค่ายชิปยักษ์ใหญ่อย่างอินเทล (Intel) และเอเอ็มดี (Advanced Micro Devices) หากพิจารณาเม็ดเงินค่าปรับ 1.45 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือ 1.06 พันล้านยูโรนั้น ถือว่าสูงกว่าค่าปรับ 497 ล้านเหรียญที่อียูสั่งปรับไมโครซอฟท์ในข้อหาผูกขาดการค้าเมื่อปี 2004 มากนัก สิ่งที่ทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปลงโทษปรับอินเทลเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท คือการพบว่าอินเทลจ่ายเงินและมีส่วนลดราคาพิเศษจนทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เลือกใช้เฉพาะชิปจากอินเทลจริงตามที่เอเอ็มดีร้องเรียน โดยอียูพบว่าอินเทลทำผิดกฏหมายตลอดปี 2002 ถึง 2007 เบ็ดเสร็จ 5 ปี แม้เอเอ็มดีจะร้องเรียนประเด็นดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2000 อินเทลพร้อมอุทธรณ์ เอเอ็มดีนั้นร้องเรียนต่อทั้งหน่วยงานกำกับดูแลการค้ายุติธรรมในสหรัฐอเมริกาและในสหภาพยุโรป ยื่นคำร้องในช่วงปี 2000, 2003 และ 2006 ซึ่งในขณะที่คณะกรรมการเอฟทีซีของสหรัฐฯออกมาระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน คณะกรรมาธิการของอียูได้ตัดสินแล้วว่าอินเทลมีความผิดจริงในตลาดยุโรป จุดนี้อินเทลย้ำชัดเจนว่าจะยื่นอุทธรณ์เพื่อแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมด นีลี โครส์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการยุโรปแถลงการณ์ว่า อินเทลดำเนินการกำจัดคู่แข่งออกจากตลาดอย่างผิดกฏหมายโดยเจตนา ทำลายการค้ายุติธรรม ส่งให้แรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในตลาดลดลง ทำให้ผู้บริโภคทั่วยุโรปเสียประโยชน์ นอกจากค่าปรับ ความผิดทั้งหมดทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปออกคำสั่งให้อินเทลเลิกจำหน่ายสินค้าที่ดำเนินการอย่างผิดกฏหมายในยุโรปโดยทันทีแม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ามีผลิตภัณฑ์รุ่นใดบ้าง พอล โอเทลินี ซีอีโออินเทลกล่าวว่ารู้สึกงุนงงกับคำสั่งที่ได้รับจากอียู แต่จะยอมทำตามกฏแม้จะตัดสินใจอุทธรณ์เรื่องโทษปรับที่ได้รับ เนื่องจากเชื่อว่าส่วนลดที่อินเทลมีให้กับคู่ค้ารายใหญ่ของอินเทลนั้นเป็นเรื่องถูกกฏหมาย และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การแข่งขันเท่านั้น ยังไม่มีกำหนดการอุทธรณ์ที่แน่นอนในขณะนี้ ตรงกันข้ามกับ เดิร์ก เมเยอร์ ซีอีโอเอเอ็มดีที่กล่าวชื่นชมคำตัดสินของอียูว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์ตลาดที่มีการแข่งขันยุติธรรมอย่างแท้จริง โดยเอเอ็มดีจะตั้งตารอในการออกจากโลกที่อินเทลเป็นคนกำหนดกฏเกณฑ์ในการแข่งขันเอง ไปเป็นโลกอีกโลกที่มีผู้บริโภคเป็นผู้กำหนด อาจโดนสองเด้ง นักวิเคราะห์เชื่อว่า อินเทลอาจถูกหวยสองเด้งจากการรับโทษจากอียูและเอฟทีซี เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้การจัดการของโอบามานั้นประกาศชัดเจนว่าจะจัดระเบียบการค้ายุติธรรมให้เกิดขึ้นในสหรัฐฯอย่างเข้มข้นกว่ารัฐบาลบุช เพื่อพิทักษ์สิทธิ์ให้กับผู้บริโภคทุกคน แต่ขณะนี้ทางเอฟทีซียังไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับการตัดสินของอียู อย่างไรก็ตาม สตีเฟน คินเซลลา ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายการค้าผูกขาดของยุโรปเชื่อว่า การตัดสินโทษครั้งนี้จะถูกประณีประนอมแน่นอนแม้คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีภาพลักษณ์เป็นนักปราบการผูกขาดตลาดที่เข้มงวด เนื่องจากจำนวนเงินค่าปรับมหาศาลของอินเทลนั้นคำนวณจากมูลค่าตลาดของอินเทล แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าโทษปรับดังกล่าวเป็นโทษสูงสุดของความผิดในลักษณะนี้ อินเทลและเอเอ็มดีนั้นเป็นคู่แข่งกันมานานในตลาดชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็นส่วนการจำหน่ายให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ และส่วนจำหน่ายปลีกให้ผู้ค้านำไปขายปลีกแก่ผู้บริโภค เบอร์สองอย่างเอเอ็มดีนั้นตั้งข้อสงสัยการครองตลาดของอินเทลทั้งสองส่วน ซึ่งเอเอ็มดีร้องเรียนไปตั้งแต่ก่อนปี 2002 ที่อียูพิจารณาโทษครั้งนี้ ส่วนแรก เอเอ็มดีกล่าวหาว่าอินเทลใช้ความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด เสนอส่วนลดมหาศาลให้กับผู้ผลิตพีซีโดยแลกกับการสัญญาว่าจะซื้อเฉพาะชิปอินเทล ส่วนลดดังกล่าวมีมูลค่ามากจนทำให้คำสั่งการผลิตชิปบางส่วนเป็นการผลิตให้ฟรี ผู้ผลิตพีซีที่เอเอ็มดีอ้างว่าอินเทลมีการเสนอส่วนลดพิเศษให้คือเอเซอร์ เดลล์ เอชพี เลอโนโว และเอ็นอีซี ส่วนที่สอง เอเอ็มดีเชื่อว่าอินเทลมีการจ่ายเงินให้ผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สัญชาติเยอรมนี แลกกับการสั่งและจัดเก็บสินค้าของอินเทลลงในคลังสินค้าเท่านั้น และให้ผู้ค้าปลีกช่วยเหลือด้วยการประชาสัมพันธ์สินค้าของอินเทลรายเดียว จุดนี้คินเซลลาอธิบายว่าการให้ส่วนลดนั้นเป็นเรื่องปกติในการค้า แต่จะเกิดปัญหาขึ้นแน่นอนเมื่อบริษัทที่เป็นเบอร์หนึ่งในตลาดนำกลยุทธ์นี้มาใช้ โดยหลังจากที่รายงานนี้ถูกเผยแพร่สู่ผู้บริโภค มูลค่าหุ้นของอินเทลลดลง 8 เซนต์ ปิดที่ 15.13 เหรียญ ขณะที่มูลค่าหุ้นเอเอ็มดีเพิ่มขึ้น 3 เซนต์ ปิดที่ 4.38 เหรียญ |
| ข่าวจาก เอเอ็มดี |
| ข่าววันที่ 15/5/2552 8:33:54 น. |
เขียนโดย
sp
ที่
23:54
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
